ถ้าพูดถึงจังหวัดระยอง มาบตาพุด เป็นที่รู้จักทั่วประเทศ ว่าเป็นแหล่งรวมโรงงานอุตาหกรรมมากมาย จุดหมายปลายทางของแรงงานหลายคนก็อยากจะไป หางานนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด เพื่อก่อร่างสร้างตัว เมื่อมีคนหนึ่งไป แล้วประสบความสำเร็จ ก็ชักชวนนำพาคนในครอบครัวไปทำงานด้วยกัน บางครั้งย้ายไปอยู่กันทั้งครอบครัว หรือ ย้ายถิ่นฐานเลยก็มี

เมื่อแรงงานย้ายถิ่นฐาน ทำให้เกิดชุมชนมากมาย ปะปนกัน ทั้งคนท้องถิ่น และคนต่างถิ่น มีความหลากหลายของแรงงาน ไม่ว่าจะเป็นคนไทย หรือชาวต่างชาติ เป็นเรื่องที่ดี กับการมีความหลากหลาย ทำให้เศรษฐกิจของชุมชนต่าง ๆ ดีไปด้วย เพราะแรงงานเหล่านี้ ได้ทำงาน หรือไปหางานนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดมากขึ้น ก็มีการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้นนั่นเอง เลยทำให้นึกย้อนไปว่า แล้วนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด เกิดขึ้นได้อย่างไร ทำไมถึงโด่งดัง เป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางกันมานานว่ามีงานมากมายหลายตำแหน่ง มีชุมชน หมู่บ้านเพิ่มขึ้นจนหนาแน่น และจังหวัดระยอง ก็รถติดพอ ๆ กับกรุงเทพมหานคร ในช่วงเวลาเร่งด่วน
ข้อมูลจากสำนักงานอุตสาหกรรมมาบตาพุด มีว่า นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2532 ตำบลมาบตาพุด อำเภอเมือง จังหวัดระยอง มีหน้าที่หลักในการจัดสรรที่ดิน ระบบสาธารณูปโภค ส่งให้แก่โรงงานอุตสาหกรรม ในพื้นที่ของนิคมฯ ทั้งหมด ซึ่งนิคมอุตาหกรรมมาบตาพุด มีโรงงานที่เป็นภาคการผลิตมากมาย ที่ขึ้นชื่อคือกลุ่มปิโตรเคมี ไฟฟ้า เหล็ก เคมีภัณฑ์ กลั่นน้ำมัน ซึ่งน่าจะเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอันดับต้น ๆ เลยทีเดียว โดยมีวิสัยทัศน์ “เป็นองค์กรนำสร้างเมืองอุตสาหกรรม เชิงนิเวศสู่เศรษฐกิจอนาคต”
ในความเป็นจริงที่คนทั่วไปสัมผัสได้ คือ ความเจริญทางด้านเศรฐกิจ แต่สิ่งที่มองข้ามไม่ได้คือ ปัญหาสภาพแวดล้อม ข้อมูลจากสถาบันทรัพยากรโลกระบุว่า “มาบตาพุดเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีพิษร้ายแรงที่สุดในประเทศไทย โดยมีประวัติมลพิษทางอากาศและทางน้ำ, อุบัติเหตุทางอุตสาหกรรม, การทิ้งขยะอันตรายอย่างผิดกฎหมาย ตลอดจนผลกระทบต่อสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับมลภาวะ เช่น มะเร็ง และพิการแต่กำเนิด” ทำให้ต้องคิดทบทวนรอบด้านว่า หากจะตัดสินใจไป หางานนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด นอกจากแหล่งที่ขึ้นชื่อว่าสร้างรายได้ ได้จำนวนมาก แต่ต้องแลกกับสุขภาพ ที่มีความเสี่ยงสูงมาก เช่นกัน
จริงอยู่เสี่ยงมาก ย่อมได้มาก แต่การจะพิจารณา หางานนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด และหรืออีกหลาย ๆ โรงงานอุตาหกรรม โดยไม่จำเป็นต้องเป็นเพียงแห่งเดียว อาจจะต้องพิจารณา มาตรฐานการทำงานแต่ละองค์กรว่า มีให้กับลูกจ้างอย่างเพียงพอหรือไม่ ซึ่งมักจะถูกมองข้ามไป กับการเสี่ยงชีวิต เพื่อการทำงาน จะกล่าวถึงหลักกว้าง ๆ ดังนี้
- มาตรฐานความร้อน
– ความร้อน ในที่ทำงาน ต้องไม่ควรมีสภาพอุณหภูมิที่สูง จนส่งผลให้อุณหภูมิภายในร่างกายของลูกจ้างมีค่าสูงเกิน 38 องศาเซลเซียส
– ต้องมีเครื่องมือสำหรับป้องกันความร้อนให้แก่ลูกจ้าง รวมทั้งมาตรการที่จะลดอุณหภูมิความร้อนได้อย่างทันท่วงที ในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ความร้อนจนส่งผลให้อุณหภูมิภายในร่างกายของลูกจ้างมีค่าสูงเกิน 38 องศาเซลเซียส
– ในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ความร้อนสูงจนส่งผลให้อุณหภูมิภายในร่างกายของลูกจ้างมีค่าสูงเกิน 38 องศาเซลเซียส ต้องให้ลูกจ้างได้หยุดพักชั่วคราว เพื่อรักษาตัวให้สภาพร่างกายสู่สภาพปกติได้
– ควรมีการปิดป้ายประกาศเพื่อแจ้งเตือนในจุดที่เป็นอันตรายแก่ลูกจ้าง เช่น ระวังอันตรายมีความร้อนสูงห้ามสัมผัส ระวังพื้นที่อุณหภูมิสูง เป็นต้น
– ต้องมีมาตรการการทำงาน ในกรณีที่ลูกจ้างมีความจำเป็นต้องทำงานในบริเวณใกล้แหล่งกำเนิดความร้อนที่มีอุณหภูมิสูงเกิน 45 องศาเซลเซียส เช่น แต่งกายที่รัดกุม สวมใส่ถุงมือและรองเท้าตลอดเวลาการดำเนินงาน เพื่อสร้างความปลอดภัย และเพื่อป้องกันความร้อนที่สามารถส่งผลกระทบต่อลูกจ้าง โดยรองเท้า ต้องเป็นชนิดกันความร้อนด้วย ไม่ใช่รองเท้าเซฟตี้ทั่วไป
- มาตรฐานของแสงสว่าง
– แสงสว่างสำหรับทำงานทั่วไป ไม่ต้องใช้ความละเอียดสูง เช่น การขนย้าย การบรรจุ ควรมีค่าแสงสว่างที่ 50 Lux ขึ้นไป
– แสงสว่างสำหรับ จุดที่ใช้เก็บวัสดุต่าง ๆ เช่น โกดังสินค้า ทางเดิน บันไดทางเดิน ควรมีค่าแสงสว่างที่ 50 Lux ขึ้นไป
– งานที่ต้องมีความละเอียดเล็กน้อย ในการทำงาน เช่น พวกการผลิต หรือทำการประกอบชิ้นส่วนอย่างง่าย ควรมีค่าแสงสว่างที่ 100 Lux ขึ้นไป
– งานที่ต้องมีความละเอียดปานกลาง ในการทำงาน เช่น การเย็บผ้า การเย็บเครื่องหนัง หรือประกอบชิ้นส่วนภาชนะ ควรมีค่าแสงสว่างที่ 200 Lux ขึ้นไป
– งานที่ต้องมีความละเอียดสูง ในการทำงาน เช่น การทดสอบสินค้า งาน QC งานซ่อมเครื่องจัก หรืองานกลึง ควรมีค่าแสงสว่างที่ 300 Lux ขึ้นไป
– งานที่ต้องมีความละเอียดสูงมากเป็นพิเศษ ในการทำงาน เช่น การประกอบชิ้นส่วนอะไหล่ที่มีขนาดเล็กมาก งานทำเครื่องประดับ งานเจียระไนเพชร พลอย ควรมีค่าแสงสว่างที่ 1000 Lux ขึ้นไป
– และสิ่งที่ขาดไม่ได้คือ สภาพแวดล้อมภายนอกสถานประกอบการ เช่น ทางเดิน ถนนภายในพื้นที่ ควรมีค่าแสงสว่างที่ 20 Lux ขึ้นไป
3. มาตรฐานของเสียง
– เวลาการปฏิบัติงาน ไม่เกิน 7 ชั่วโมงต่อวัน ระดับเสียงที่ได้รับติดต่อกันต้องมีค่าไม่เกิน 91เดซิเบล
– เวลาการปฏิบัติงาน 7-8 ชั่วโมงต่อวัน ระดับเสียงที่ได้รับติดต่อกันต้องมีค่าไม่เกิน 90 เดซิเบล
– เวลาการปฏิบัติงาน มากกว่า 8 ชั่วโมงต่อวัน ระดับเสียงที่ได้รับติดต่อกันต้องมีค่าไม่เกิน 80 เดซิเบล
– และค่าของเสียง ที่ทำงานทั้งหมด ที่ลูกจ้างจะได้รับผลกระทบจากการทำงานต้องไม่เกิน 140 เดซิเบล
- มาตรฐานด้านสารเคมีและอนุภาค
– สภาพการทำงานของลูกจ้าง ต้องมีปริมาณความเข้มข้นของสารเคมีในบรรยากาศโดยเฉลี่ยไม่เกินค่ามาตรฐานที่กฎหมายกำหนดไว้
– สภาพการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นในระยะเวลาใดของการทำงาน ต้องมีความเข้มข้นของสารเคมีไม่เกินมาตรฐานที่กฎหมายกำหนดไว้
– สภาพการทำงาน จะต้องไม่อยู่ในบริเวณที่มีปริมาณความเข้มข้นของสารเคมีเกินมาตรฐานที่กฎหมายกำหนดไว้
– สภาพการทำงาน จะต้องมีปริมาณของฝุ่นและแร่ในบรรยากาศโดยเฉลี่ยเกินไม่เกินค่ามาตรฐานที่กฎหมายกำหนดไว้
ซึ่งต้องไปพิจารณา ของประเภทสารเคมีแต่ละชนิดต่าง ๆ ด้วย
หลักการพิจารณาการร่วมทำงานกับหางานทำในโรงงานอุตสาหกรรม นี้เป็นเพียงเบื้องต้น ที่โรงงานมาตรฐานควรมี ซึ่งมีรายละเอียดปลีกย่อยมากมาย แต่การหางานทำที่มีการแข่งขันสูง เช่น การหางานนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ส่วนใหญ่ จะเป็นไปตามมาตรฐานข้างต้น ซึ่งทำให้มั่นใจในระดับหนึ่งว่า ได้ร่วมงานกับโรงงานที่มีความปลอดภัย